การเกิดรอยดำหลังจากการอักเสบของผิว

การอักเสบคืออะไร

ร่างกายของเราจะเกิด "การอักเสบ" เมื่อถูกโจมตีโดยสารที่เป็นอันตราย เช่น จุลินทรีย์ สารพิษหรือเชื้อโรค ร่างกายต่อสู้และปกป้องตัวเองด้วยกองทัพเม็ดเลือดขาว แอนติบอดีและสารเคมีต่าง ๆ (เช่น ไซโตไคน์และอินเตอร์เฟียรอน) บริเวณที่มีการอักเสบภายนอกร่างกายอาจมีลักษณะดังนี้

  • รอยแดง
  • ความร้อน (อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น)
  • อาการเจ็บปวดหรือความรู้สึกนิ่มเมื่อสัมผัส
  • อาการบวม

อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดเมื่อร่างกายของเราเอาชนะได้ บาดแผลจากการต่อสู้อาจยังหลงเหลืออยู่


PIH คืออะไร

PIH ย่อมากจาก Post-Inflammatory Hyperpigmentation คือผลที่ตามมาของการอักเสบ หลังจากการอักเสบ ผิวอาจเปลี่ยนเป็นสีม่วง สีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้ม และอาจมีหรือไม่มีรอยสีเทาหรือสีน้ำเงินด้วยก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผิวดูเข้มขึ้นหรือมี "เม็ดสีมากขึ้น" ศัพท์ทางการแพทย์เรียกสิ่งนี้ว่ารอยดำ (สีคล้ำ) บริเวณที่มีเม็ดสีมากเกินไปเหล่านี้จะปรากฏเป็นจุดแบนบนผิวหนัง

โดยธรรมชาติแล้ว ผิวหนังที่มีเม็ดสีสะสมอยู่แล้วจะดูคล้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นอาการนี้ถือเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มคนผิวสี เช่น ชาวแอฟริกันอเมริกัน

อะไรเป็นสาเหตุของการเกิดรอยดำหลังจากการอักเสบ

ผิวหนังเกิดจากเซลล์จำนวนมากเรียงตัวกันหลายชั้น เซลล์ผิวหนังพยายามปกป้องตัวเองจากการอักเสบโดยการกระตุ้นการสร้างเซลล์เมลาโนไซต์ (เซลล์สารสี) เพื่อสร้างเม็ดสีให้มากขึ้น เมลานินเป็นสารสีที่ทำให้เกิดสีผิว ซึ่งเมลานินมีอยู่ในคนผิวสีเข้มมากกว่าคนผิวสีอ่อน เมลานินปกป้องผิวจากการถูกทำลาย โดยเฉพาะจากรังสียูวี ด้วยการทำหน้าที่เสมือนเป็นร่มให้กับชั้นเซลล์ผิวที่อยู่ด้านล่าง กลุ่มของเมลานินที่ผลิตเมลาโนไซต์จะปรากฏขึ้นบนร่างกายซึ่งมองเห็นเป็นกลุ่ม PIH

เนื่องจากการอักเสบทำให้เกิดรอยดำขึ้น หากการอักเสบมีบริเวณกว้างขึ้นก็จะส่งผลให้เกิดรอยที่กว้างขึ้นเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็นสิวจะมี PIH มากกว่าผู้ที่ถูกแมลงกัด


ประเภทของการเกิดรอยดำหลังจากการอักเสบ

ผิวหนังประกอบด้วย 3 ชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ที่ลึกลงมา และชั้นไขมันที่ลึกที่สุด (เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง) รอยดำสามารถเกิดขึ้นได้ในแต่ละชั้นเหล่านี้ และสามารถจำแนกได้ตามชั้นหรือตามความลึกที่เกิดขึ้น หากรอยดำเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งชั้น จะเรียกว่า PIH ชนิดผสม


การเกิดรอยดำหลังจากการอักเสบเกิดขึ้นกับผู้หญิงหรือผู้ชายมากกว่ากัน

แม้ว่าผิวหนังของผู้หญิงจะบางกว่าผู้ชาย แต่มีการค้นพบว่าทั้งชายและหญิงมีแนวโน้มที่จะเกิด PIH ได้เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงต้องเผชิญกับผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคมเมื่อเกิดอาการนี้ มีการระบุไว้ว่าผู้หญิงเข้ารับการรักษาในอัตราที่สูงกว่าผู้ชาย


สภาพผิวชนิดใดบ้างที่สามารถเกิดรอยดำหลังจากการอักเสบ

ปัญหาผิวหนังที่ทำให้เกิดการอักเสบอาจนำไปสู่การเกิด PIH ได้ เช่น

1. สิว

2. รูขุมขนอักเสบ

3. รอยไหม้

4. ผิวหนังอักเสบ (โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง)

5. โรคสะเก็ดเงิน

6. แมลงสัตว์กัดต่อย

7. ภูมิแพ้

8. ขนคุด (ขนที่ขึ้นมาใหม่หลังการโกนม้วนงอตัวอยู่ในรูขุมขน)

9. โรคไลเคนพลานัส


การเกิดรอยดำหลังจากการอักเสบ (PIH) สามารถรักษาได้หรือไม่

1. สามารถรักษาได้ เนื่องจาก PIH ไม่คงอยู่ถาวรและสามารถจางหายไปได้แม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษาก็ตาม อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่รอยดำของแต่ละคนจะจางหายไปนั้นมีความแตกต่างกัน และอาจใช้เวลาหลายปี แต่การรักษาโรคผิวหนังสามารถช่วยเร่งกระบวนการได้

2. ผิวคล้ำที่เกิดขึ้นกับชั้นผิวด้านนอกสุด (ชั้นหนังกำพร้า) จะรักษาได้ง่ายที่สุด ในขณะที่ผิวชั้นลึกลงมา (ชั้นหนังแท้) หรือการเกิดที่มากกว่าหนึ่งชั้น (แบบผสม) จะรักษาได้ยากขึ้น

3. การเกิด PIH ชั้นหนังกำพร้านั้นรักษาได้ง่ายที่สุด เนื่องจากอยู่ระดับที่ไม่ลึก โดยสามารถรักษาได้ด้วยยาทาในรูปของครีมและโลชั่น

4. ชั้นหนังแท้หรือแบบผสมจะรักษาค่อนข้างยากเนื่องจากสารสีอยู่ในชั้นที่ลึกขึ้น ซึ่งต้องวางแผนการรักษาที่ซับซ้อนขึ้น


สิ่งที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันการเกิด PIH

  • ป้องกันการเกิด PIH ด้วยการไม่บีบสิว เพราะจะไปเพิ่มปฏิกิริยาการอักเสบซึ่งนำไปสู่โอกาสการเพิ่มเม็ดสีมากขึ้น
  • ดื่มน้ำในปริมาณมาก
  • จำกัดเวลาที่ต้องออกแดด สวมใส่เสื้อผ้าและอุปกรณ์กันแดดที่มิดชิดและทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ รังสียูวีสามารถทำลายผิวหนังและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและ PIH ได้